จ่ายเงินต่างประเทศแบบไหนคุ้มสุด? เจาะลึกบัตร Travel Card VS บัตรเครดิต VS เงินสด
ช้อปปิ้งต่างแดนยังไงไม่ให้ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการใช้จ่ายแต่ละรูปแบบ พร้อมทริคเด็ดเลี่ยงค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นที่นักเดินทางควรรู้...
บัตรท่องเที่ยว (Travel Card / Prepaid Card)
ข้อดี: แลกเงินเก็บไว้ในแอปพลิเคชันได้ล่วงหน้าตอนที่เรทดี ๆ ไม่มีค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน 2.5% และปลอดภัยหากทำหายสามารถกดล็อกบัตรผ่านแอปได้ทันที
ข้อเสีย: อาจใช้ไม่ได้กับตู้หยอดเหรียญ รถสาธารณะบางประเภท หรือร้านค้าโลคอลขนาดเล็ก
บัตรเครดิต (Credit Card)
ข้อดี: มีความยืดหยุ่นสูง ใช้จองโรงแรม มัดจำรถเช่าได้สะดวก ได้คะแนนสะสม/ไมล์บิน และมักมีประกันการเดินทางแถมมาให้เมื่อรูดค่าตั๋วเครื่องบิน
ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ (FX Fee) ประมาณ 2.0% - 2.5% เสมอ
เงินสด (Cash)
ข้อดี: อุ่นใจที่สุด ใช้ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะร้านสตรีทฟู้ด ตลาดนัด หรือใช้ทิปพนักงาน
ข้อเสีย: เสี่ยงต่อการสูญหายหรือโดนล้วงกระเป๋า และหากเหลือกลับมาแลกคืนเป็นเงินบาทมักจะขาดทุนเรท
.
เกร็ดความรู้ห้ามพลาด: ระวังกับดัก "จ่ายเงินบาท" ในต่างแดน!
เวลาเราไปรูดบัตรช้อปปิ้งที่ต่างประเทศ แล้วพนักงานหรือหน้าจอเครื่องรูดบัตรถามเราว่า “ต้องการจ่ายเป็นสกุลเงินบาท (THB) หรือสกุลเงินท้องถิ่น (เช่น JPY, KRW, USD)?” เคล็ดลับคือ ให้กดเลือกจ่ายเป็น "สกุลเงินท้องถิ่น" ของประเทศนั้นๆ เสมอครับ! เพราะถ้าคุณกดเลือกจ่ายเป็นเงินบาท ระบบจะใช้บริการแปลงสกุลเงินแบบทันที (Dynamic Currency Conversion หรือ DCC) ซึ่งบวกค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนแพงขึ้นกว่าปกติถึง 3% - 8% โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
รีวิวจากลูกค้า
เสียงจากลูกค้าที่ไว้วางใจเดินทางกับเรา